ไม่ว่าเราจะชอบใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาขนาดไหน หรือว่าติดอะไรมากแค่ไหน แต่ลูกก็ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก เราคงไม่อยากให้ลูกของเราพิการตั้งแต่อยู่ในท้องหรือแท้งไป ดังนั้นระหว่างการตั้งครรภ์ก็มีข้อห้ามอีกไม่กี่ประการ เพื่อให้ลูกน้อยของเรามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

                คนท้องจะมีข้อห้ามที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะหากทำแล้วจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง ซึ่งอาจจะทำให้แท้งง่าย หรือาจจะทำให้ลูกพิการตั้งแต่กำเนิดได้ สิ่งต่อไปนี้ที่จะกล่าวถึงเป็นสิ่งต้องห้ามที่เราไม่ควรที่จะปฏิบัติอย่างเด็ดขาด

  • เดินทางไกล

เรื่องการเดินทางไกลกับคนท้องเป็นเรื่องที่ไม่ถูกกันอย่างแรง โดยเฉพาะการที่นั่งเป็นเวลานานๆ เพราะจะเกิดผลเสียต่อลูกในท้อง โดยเฉพาะสามเดือนแรกและสามเดือนสุดท้าย ซึ่งหากหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงเถอะค่ะ เพราะไม่เป็นผลดีแก่ลูกในท้องสักนิดเดียว

สิ่งที่ห้ามเลยสำหรับการเดินทางก็คือ

  1. ห้ามซ้อนมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะรีบร้อนอย่างไรก็ห้ามซ้อนเด็ดขาด เพราะจะมีผลกระทบต่อลูกในท้องได้ เพราะว่าธรรมชาติของมอเตอร์ไซด์จะนั่งไม่สบาย และกระเด็นกระดอนได้ง่าย แถมยังเกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายได้ง่าย ดังนั้นมอเตอร์ไซค์จึงเป็นพาหนะต้องห้ามสำหรับคนท้อง
  2. ห้ามขับรถ หากว่าเราท้องเกิน 4 เดือน ห้ามเราขับรถ ให้คนอื่นขับให้ หรือว่าใช้บริการของรถแท็กซี่หรือว่ารถสาธารณะจะดีกว่า เพราะการที่เราขับรถจะทำให้มดลูกเกร็งตัวบ่อยๆ เนื่องจากการเหยียบคลัตช์ แต่หากว่ารถของเราเป็นเกียร์ออโต้ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากแต่หากว่าท้องเกิน 7 เดือนไปแล้ว ก็ควรงดการขับรถอย่างเด็ดขาดเหมือนกัน แต่ทางที่ดีควรจะหาคนมาขับให้จะดีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนของมดลูก
  3. ขณะเดินทางให้เปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชั่วโมง หากว่าเดินทางไปไหนนานๆ โดยที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรที่จะเปลี่ยนท่าทางการนั่ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ลุกมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อลดอาการปวดหลัง ขา และแขน ซึ่งการเปลี่ยนท่าทางนี้ จะช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น
  4. งดอาหาร ขนม น้ำดื่ม ระหว่างการเดินทาง การกินอาหารใดๆ ระหว่างเดินทาง ไม่เป็นผลดีกับเราเลยซักนิด เพราะการกินอาหารบนรถจะทำให้อาหารที่กินเข้าไปย่อยช้ากว่าปกติ ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนได้
  5. ห้ามกลั้นปัสสาวะ การเดินทางในระยะเวลาไกลๆ เป็นระยะเวลานานๆ สำหรับคนท้องที่มักจะปวดปัสสาวะบ่อยนั้น การปัสสาวะเป็นเรื่องที่จำเป็นเลยทีเดียว เพราะแม้ว่าจะปวดบ่อยๆ และออกมาในปริมาณน้อยๆ ก็ไม่สามารถที่จะกลั้น และไม่สมควรกลั้นไว้ เพราะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

สำหรับคนท้องแล้ว หากว่าสามารถเลี่ยงการเดินทางไกลก็ให้เลี่ยง โดยเฉพาะเมื่ออายุครรภ์เราแก่ขึ้น ท้องเราโตมากขึ้น เพราะว่าอาจจะเป็นอันตรายต่อตนเองและลูกในท้องได้

  • เลี่ยงบุหรี่และมลพิษต่างๆ

บุหรี่ถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของการตั้งครรภ์เลยทีเดียว เพราะว่าจะทำให้ลูกของเราไม่สมบูรณ์และออกมาพิการได้ เพราะฉะนั้นนอกจากจะไม่สูบบุหรี่แล้ว เราจะต้องพยายามที่จะหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่เยอะๆ

บุหรี่ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามเมื่อยามตั้งครรภ์ ความจริงแล้วเราควรที่จะหยุดการสูบบุหรี่ตั้งแต่ตั้งใจว่าจะมีลูก เพื่อให้การงดสูบบุหรี่เป็นไปอย่างนิ่มนวล

การสูบบุหรี่ ระหว่างที่ท้อง จะทำให้ลูกได้รับออกซิเจนน้อยลง ทำให้ลูกในท้องมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ และยิ่งเราสูบบุหรี่มากเท่าไร ก็เป็นผลเสียต่อลูกในท้องมากเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าคุณแม่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องงดสูบบุหรี่ คุณพ่อและคนรอบข้างก็ควรที่จะงดบุหรี่ด้วย เพราะว่าคุณแม่อาจจะสูดดมควันบุหรี่เข้าไป ทำให้เป็นอันตรายแก่ลูกในท้องได้

สารนิโคตินในบุหรี่ หากว่าเข้าไปสะสมในร่างกายของเราเมื่อยามที่เราตั้งครรภ์แล้ว จะก่อให้เกิดผลเสียอย่างร้ายกาจ โดยที่จะทำให้ลูกพิการ น้ำหนักน้อยกว่ากำหนดและคลอดก่อนกำหนดได้

การสูบบุหรี่ในช่วงที่ตั้งครรภ์นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อลูกของเรา ยามที่เราตั้งครรภ์เท่านั้น แต่สารนิโคตินยังส่งผลในระยะยาวต่อลูกของเรา ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขภาพและสติปัญญาของลูก

ในด้านสุขภาพลูกของเราอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจอย่างเช่น โรคหอบใจ โรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ โรคหูส่วนกลางอักเสบ ซึ่งนอกจากในด้านสุขภาพแล้ว ในด้านสติปัญญาก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ที่ผ่านจากรกไปสู่ตัวลูกจะมีผลทำให้สติปัญญาของลูกต่ำลง เนื่องจากสมองของลูกได้รับออกซิเจนผ่านทางรกไปอย่างไม่เพียงพอ ทำให้ตัวเล็กสมองเล็ก มีเซลล์สมองน้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ควันบุหรี่ยังมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงพฤติกรรมต่อเนื่องในอนาคต เพราะจากงานวิจัยชิ้นเดียวกันยังกล่าวอีกว่า หากว่าแม่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวเกเรในอนาคต ซึ่งจะติดบุหรี่ เหล้า สารเสพติด รวมไปถึงการก่ออาชญากรรมต่างๆ ได้ง่ายกว่า ดังนั้นการเลี่ยงไม่ให้ลูกของเราได้รับควันบุหรี่ ดูจะเป็นการดีที่สุด

นอกจากบุหรี่แล้ว มลพิษรอบๆ ตัวเราก็เป็นอันตรายต่อลูกเหมือนกัน ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงมลพิษต่างๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือว่าจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งก็ล้วนแต่มีสารที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นสารตะกั่ว สารปรอทหรือก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์

ดังนั้นหากว่าเราหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งสถานที่ที่เราควรจะหลีกเลี่ยง เนื่องจากจะมีควันบุหรี่และมลพิษอย่างมากมายก็เช่น

  1. ผับบาร์ต่างๆ ร้านอาหารหรือว่าผับบาร์ที่เปิดในเวลากลางคืน เป็นสถานที่รวมควันบุหรี่มากที่สุด เพราะนอกจากจะมีคนสูบบุหรี่เยอะแล้ว ยังอยู่ในห้องแอร์ จึงเป็นสถานที่อับและเป็นที่สะสมของควันบุหรี่ ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงสถานที่ดังกล่าวให้ไกลเลยทีเดียว
  2. บริเวณที่ทางร้านหรือห้างอนุญาตให้เป็นสถานที่สูบบุหรี่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นที่สูบบุหรี่ ดังนั้นหากว่าจะนัดเจอใคร ก็อย่าไปยืนใกล้ๆ แถบนั้น เพราะว่าเป็นแหล่งของสิงห์อมควันทั้งหลายไปสูบบุหรี่กัน
  3. บ้าน ไม่น่าเชื่อว่าที่บ้านก็อาจจะเป็นสถานที่อันตรายได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นสถานที่ที่คนในบ้านอยู่ และไม่มีคำต้องห้ามเรื่องสูบบุหรี่ ซึ่งถ้าในบ้านของเราไม่มีคนสูบบุหรี่ก็ดีไป แต่หากในบ้านมีคนสูบบุหรี่ควรจะพูดกันอย่างชัดเจนว่า หากต้องการที่จะสูบบุหรี่ก็ให้ไปสูบในสถานที่ที่ห่างไกลเราออกไป เนื่องจากเราอาจจะสูดควันบุหรี่เข้าไป ทำให้เกิดการสะสมได้
  4. ที่ทำงาน แน่นอนว่าที่ทำงานของเราย่อมจะมีคนที่สูบบุหรี่อยู่ร่วมด้วยแน่ ทางที่ดีควรจะหลีกเลี่ยง และเตือนให้เขาทราบว่าเรากำลังท้องอยู่ ให้ช่วยไปสูบบุหรี่ที่อื่นได้ไหม
  5. บนท้องถนนในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือเวลา 7.00-9.00 น. และ 16.30-17.30 น. เป็นช่วงเวลาที่มีรถอยู่บนท้องถนนมากที่สุดของช่วงวัน ซึ่งเมื่อมีรถจำนวนมากปริมาณของควันเสียที่ออกมาก็มาก ทำให้มีมลพิษอยู่มากมายในอากาศ ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าว โดยอาจจะออกจากบ้านเช้าหน่อย แล้วช่วงเย็นก็ออกจากที่ทำงานช้าหน่อย จะทำให้เราไม่ต้องผจญกับมลพิษที่อยู่ตามท้องถนน เพื่อสุขภาพ และพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยของเรา

สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่หลักๆ ที่จะทำให้เราต้องเจอกับมลพิษต่างๆ ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด แต่หากต้องออกไปเผชิญจริงๆ ให้เราใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ หรือว่าผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำสะอาดแล้วบิดให้หมาดๆ แล้วนำมาปิดจมูก จะช่วยลดปริมาณมลพิษต่างๆ ที่จะเข้ามาสู่ปอดและร่างกายของเรา

  • งดแอลกอฮอล์

การดื่มเหล้า เบียร์ หรือว่าเครื่องดื่มมึนเมาอื่นๆ ไม่เป็นผลดีต่อลูกน้อยของเราแม้แต่น้อย เพราะว่าเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์จะมีผลต่อน้ำหนักของทารกในช่วงแรกเกิด และอาจจะทำให้แท้งได้ในระยะ 3 เดือนแรก

ซึ่งหากว่าเราต้องการที่จะมีลูก หรือว่าปล่อยให้มี เราก็ควรจะงดปริมาณแอลกอฮอล์ลง เพราะเราไม่ทราบว่าเมื่อไหร่เราถึงจะตั้งครรภ์ ซึ่งหากว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกเรายังดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่ ก็จะทำให้เกิดการแท้งได้ง่าย และมีผลกระทบต่อลูกในท้องเป็นอย่างมาก

  • งดกาเฟอีน

เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนก็อย่างเช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม โกโก้ ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแต่มีส่วนผสมของกาเฟอีนทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ที่ตั้งครรภ์ควรที่จะหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้

  • วิตามินมากไปก็ไม่ดี

ปัจจุบันมีหลายคนเหลือเกิน ที่เลือกที่จะกินวิตามินที่อยู่ในรูปของแคปซูลมากกว่าที่จะกินวิตามินที่อยู่ในอาหาร ซึ่งอาหารเสริมเหล่านี้ หากกินมากเกิดไปก็อาจจะมีการตกค้างในร่างกายได้ โดยเฉพาะวิตามินเอ ดี และอี ซึ่งเป็นที่ปรากฏแน่ชัดแล้วว่า การกินวิตามินเอมากเกินไปจะทำให้เด็กพิการตั้งแต่กำเนิดได้ ซึ่งก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ทางที่ดีเราไม่ควรจะกินวิตามินจนเกินพอดี ควรปรึกษาแพทย์หรือกเภสัชกรก่อนที่จะกินวิตามินเสริมเล่านี้เข้าไป

  • เลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย

สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีจะมีผลต่อลูกที่อยู่ในท้อง ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางเสียง ทางอากาศ ซึ่งแม้จะไม่มีผลต่อร่างกาย แต่ก็มีผลทางจิตใจ ซึ่งเราก็ต้องดูแลเอาใจใส่ ทางที่ดีควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศดี มีต้นไม้ร่มรื่น อากาศถ่ายเทได้สะดวก และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีมลพิษมากๆ เช่น บริเวณที่มีการจราจรติดขัด โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่จอแจ และเต็มไปด้วยผู้คน เป็นต้น

  • อย่าโหมออกกำลังกาย

การโหมออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายของเราเหนื่อยเกินความจำเป็น และเป็นอันตรายต่อเด็กได้ การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่และควรทำ แต่เราไม่ควรออกอย่างหักโหม เพราะจะทำให้เด็กขาดออกซิเจนได้ คุณแม่ควรที่จะออกกำลังกายเบาๆ อย่าง เดิน หรือว่าวิ่งเหยาะๆ แต่อย่าให้เหนื่อยมาก การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และช่วยทำให้รูปร่างดีขึ้น ดังนั้นเราจึงควรออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงระหว่างตั้งครรภ์

  • ยาเสพติดต้องห้าม

ยาเสพติดทุกชนิดมีอันตรายต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกัญชา โคเคน ยาอี หรือว่ายาเสพติดชนิดใจก็ตาม ดังนั้น เราต้องงดอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจจะมีอันตรายต่อลูกในท้องได้ ตัวอย่างเช่น กัญชา ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กปกติ โคเคนทำให้หลอดสายสะดือหดตัว ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ

การงดยาเสพติดนี้ ทางที่ดีควรจะเลิกตั้งแต่เมื่อคิดจะมีลูกแล้ว เพราะการเลิกแบบหักดิบอาจจะมีผลเสียต่อร่างกายของเรา และอาจจะทำให้เกิดผลร้ายต่อลูกของเราได้

  • ห้ามยาแก้ปวดหัว

ยาแก้ปวดหัวเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรถูกลืม เรามักจะคิดว่ายาแก้ปวดหัว หรือว่ายาจำพวกแอสไพรินไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นยาสามัญประจำบ้าน

แน่นอนว่าสำหรับตัวเราเองแล้ว ยาแอสไพรินไม่ได้ทำอันตรายใดๆ หากว่ากินในปริมาณที่พอเหมาะและถูกต้องตรงกับโรค แต่เมื่อเราตั้งครรภ์แล้วยาแอสไพรินกลายเป็นยาอันตราย

มีการทดลองออกมาแล้วว่า ยาแอสไพรินมีผลต่อทารก หากว่าเรากินยาแอสไพรินเข้าไป เมื่อตลอดลูกออกมาลูกจะมีตัวเขียวคล้ำ เนื่องจากมีออกซิเจนไปเลี้ยงปอดไม่เพียงพอ

ยาแอสไพรินมีคุณสมบัติร้าย 5 ประการใหญ่ๆ ที่ทำให้ร่างกายของลูกน้อยไม่แข็งแรง และผิดปกติคือ

  1. ทำให้เลือดไม่แข็งตัว
  2. เข้าไปก่อกวนการทำงานของร่างกาย คือไปก่อกวนการสร้างสารโพรสตาแกลนดินส์ ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้ความดันโลหิตของร่างกายเราทำงานอย่างเป็นปกติ
  3. เข้าไปก่อกวนระบบการผาผลาญอาหารของร่างกาย
  4. หากว่าเรากินยาแอสไพรินก่อนการคลอด จะเสียเลือดมาก ทั้งคนที่เป็นแม่และตัวลูกเอง
  5. เป็นสาเหตุของโรคโลหิตจาง หากว่ากินทุกวัน

ยาแอสไพรินเป็นยาสามัญประจำบ้านก็จริง หากแต่ยาตัวนี้ก็มีผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้นหากว่าเราไม่สบาย ควรที่จะพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์จ่ายยาให้ตามความเหมาะสมจะดีกว่า

  • ห้ามยาระงับประสาท

นอกจากยาแอสไพรินแล้ว ยังมียาประเภทระงับประสาทที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายของเรา และลูกที่ยังอยู่ในท้อง ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ให้ผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป เราจึงควรเลี่ยงยาระงับประสาท ตัวอย่างของยาประเภทนี้ได้แก่ ยาแอนตี้ฮิสตามิน (ยาแก้แพ้) ยาพ่นจมูก ยาแก้หวัด ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

ผลเสียของยาประเภทต่างๆ จะขอยกมาเอาไว้พอสังเขปดังนี้

  1. ยาเวเลียมและลิเบเลียม ยาตัวนี้เป็นยาระงับประสาท ซึ่งหากว่าเราใช้ยาตัวนี้ในช่วง 3 เดือนแรกจะมีผลต่อหัวใจและประสาท ซึ่งยาตัวนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และมีผลร้ายต่อระบบประสาทที่ยังไม่โตเต็มที่ ซึ่งจะทำให้ลูกออกมาพิการได้
  2. ยาไดเอททิลสติลเบสทรอล (ยาดีอีเอส) หรือที่รู้จักกันในนามของยาที่ป้องกันการแท้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วยาตัวนี้ไม่ได้ช่วยในการป้องกันการแท้ง ซ้ำยังก่อให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายของเรา โดยจะไปสร้างความผิดปกติให้กับร่างกายของทารกที่อยู่ในท้อง ซึ่งหากว่าลูกในท้องของเราเป็นเด็กผู้หญิง ก็อาจจะทำให้ลูกของเราเป็นมะเร็งในช่องคลอดได้
  3. ยาทาลิโดไมท์ เป็นยาชนิดหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่หากว่าสตรีมีครรภ์กินเข้าไป ก็อาจจะทำให้ลูกน้อยของเราพิการได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการพิการทางแขน ขา
  4. ยาเบนเดคติน ยาตัวนี้เป็นยาที่เชื่อกันว่าช่วยอาการแพ้ท้อง แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่ายาตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะที่ทำให้เด็กออกมาพิการแขนกุดด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากว่าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงจะดีกว่า ฯลฯ

มียาอีกหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง ซึ่งเราก็ต้องใช้ยาอย่างระมัดระวัง หากว่าไม่สบายก็ควรจะไปหาหมอจะดีกว่า และในกรณีที่ท้องยังเล็กอยู่ก็ควรจะแจ้งกับหมดว่าเรากำลังท้อง เพื่อที่หมอจะได้จัดยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

  • ห้ามนอนดึก นอนน้อย

คนท้องมีหลักสำคัญประการหนึ่งก็คือ ห้ามนอนดึก นอนน้อย ต้องนอนผักผ่อนให้เพียงพอ มิเช่นนั้นจะทำให้มีผลกระทบต่อลูกในท้อง

ในร่างกายของแต่ละคนจะมีนาฬิกาของชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละคนก็ต้องการการพักผ่อนที่แตกต่างกัน ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับทุกคนว่าใครควรนอนวันละกี่ชั่วโมง เพราะบางคนนอนวันละ 6 ชั่วโมงก็เพียงพอ แต่บางคนต้องนอนวันละ 10 ชั่วโมง นั่นเพราะคนเราจะมีช่วงเวลาที่หลับลึก ซึ่งหากมีช่วงเวลานี้มากและเยอะเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้เราสามารถนอนได้น้อยชั่วโมงมากขึ้นเท่านั้น สิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้ได้ว่านอนหลับเต็มอิ่มไหมก็คือ เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมาแล้วเรารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่านั่นเอง

หากว่าเรานอนน้อย หรือว่านอนไม่เต็มอิ่มย่อมจะมีผลต่อลูกในท้องแน่ๆ เพราะการนอนมีผลต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งหากว่าเราพักผ่อนไม่เพียงพอโยเฉพาะช่วง 3 เดือนสุดท้าย จะทำให้ลูกที่คลอดออกมาอารมณ์ไม่ค่อยดี ร้องโยเยเลี้ยงยาก นอนยาก ทำให้เราต้องมานั่งกลุ้มใจได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับการที่เรานอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ลูกของเราก็จะเลี้ยงง่าย นอนง่าย ไม่ค่อยร้องไห้โยเย และอารมณ์ดี

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ แน่นอนว่าก่อนที่เราจะตั้งครรภ์ เราจะต้องเตรียมการอย่างดีสำหรับลูกน้อย หรือที่เรียกว่าการวางแผนครอบครัวนั่นเอง ซึ่งหากเราคิดว่าเราพร้อมแล้วที่จะมีลูกกับเขาสักคน เราก็ควรที่จะต้องเตรียมร่างกายและใจให้พร้อมก่อน เพราะหากว่าเราไม่พร้อมแล้วปัญหาก็จะเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน สิ่งแรกที่เราต้องเตรียมการก็คือเรื่องร่างกาย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะของสุขภาพของแม่เท่านั้น แต่สุขภาพของพ่อก็สำคัญ เพราะว่าลูกจะเกิดมาได้ก็เพราะพ่อกับแม่ทั้งสองคน ซึ่งสิ่งที่ควรปฏิบัติตั้งแต่ก่อนที่จะปล่อยให้ตั้งท้องขึ้นมามีดังต่อไปนี้ ตรวจสุขภาพ อย่างที่บอกไปแล้วว่าสุขภาพของพ่อและแม่มีส่วนสำคัญต่อลูกใ..
การดูแลสุขภาพจิตระหว่างตั้งครรภ์
การดูแลสุขภาพจิตระหว่างตั้งครรภ์ ในช่วงเวลากว่า 9 เดือนที่ลูกอยู่ในท้องของเรา มีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระยะเวลาที่เราคลอดเขามาแล้ว เพราะว่าไม่ว่าเราจะคิด เครียด วิตกกังวล สนุกสนาน เศร้า หรือว่าหัวเราะ อารมณ์เหล่านี้ทั้งหมดทั้งปวงก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อลูกน้อยทั้งนั้น เพราะลูกจะรับรู้ความคิดความรู้สึกของเราไปเต็มๆ                 ดังนั้นหากว่าเราไม่ต้องการให้ลูกออกมาเป็นเด็กอารมณ์ร้าย หรือว่ามีนิสัยเกรี้ยวกราด เอาแต่ใจเมื่อยามแรกเกิดละก็ เราควรที่จะทำจิตใจของเราให้แจ่มใสอยู่เสมอ และปัดความเครียดและหมองมัวออกจาก..